พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง กับการใช้มาตรการด้านกฎหมายสาธารณสุข
โดย นายสมชาย ตู้แก้ว
ว่าที่ร้อยตรีสุรชัย จิตร์ถาวรมณี
ศูนย์บริหารกฎหมายสาธารณสุข กรมอนามัย

ความเป็นมา
เมื่อสมัยท่านอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีข้อเสนอว่าควรจะมีกฎหมายที่ควบคุมการทำงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้รับผิดชอบในการร่างกฎหมายขึ้นมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ร่างกฎหมายมีทั้งผู้ที่จบการศึกษาจากประเทศเยอรมันและประเทศต่างๆ แต่ผู้ที่จบการศึกษาจากประเทศเยอรมันได้เสนอให้ใช้กฎหมายวิธีปฎิบัติราชการทางปกครองที่มีอยู่ในประเทศเยอรมันเป็นแนวทางในการร่างกฎหมาย เนื่องจากในประเทศเยอรมันใช้เวลาประมาณ 10 ปี ในการร่างกฎหมายดังกล่าวจนสำเร็จแล้วจึงนำมาปฏิบัติ แต่สำหรับประเทศไทยใช้เวลาเพียง 5 ปี ในการร่างกฎหมายนี้ ซึ่งเมื่อนำมาปฎิบัติก็ไม่ค่อยประสพผลสำเร็จเท่าที่ควรจนแทบจะถือว่าล้มเหลวก็ได้ ทั้งนี้ เพราะยังไม่มีศาล ปกครองและหน่วยราชการต่างๆ ในประเทศไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการนำกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้กับการออกคำสั่ง ซึ่งนับตั้งแต่มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้น พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองจึงมีความสำคัญมากขึ้น เพราะศาลจะพิจารณาเรื่องทางปกครองโดยยึดถือเอาขั้นตอนตามพระ ราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเป็นแนวทางการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมาย
ความสำคัญของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
1. เป็นกฎหมายกลางที่นำไปใช้กับกระบวนการออกคำสั่งทางปกครอง ที่ออกตามกฎหมายต่าง ๆ เช่น มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ว่าด้วยการให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่นที่จะใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่งให้บุคคลใดแก้ไข เปลี่ยนแปลง รื้อถอนอาคาร หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งต่อเนื่องกับอาคารทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือจัดการอย่างอื่นตามความจำเป็นเพื่อมิให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือให้ถูกต้องด้วยสุขลักษณะภายในเวลาซึ่งกำหนดให้ตามสมควร จะเห็นว่าเพียงมาตราเดียวแต่ต้องใช้กับพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ทั้งฉบับเพื่อนำมาประกอบในการออกคำสั่งเพียงคำสั่งเดียว เป็นต้น
2. เป็นหลักเกณฑ์ที่อาศัยความเป็นธรรมในการออกคำสั่ง เพราะให้สิทธิแก่ประชาชนหรือเปิดโอกาสให้ประชาชนได้โต้แย้ง เช่น ประชาชนมีสิทธิคัดค้านได้ หากการออกคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีสิทธิรับทราบข้อเท็จจริงและตรวจเอกสาร เป็นต้น
3. เป็นหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานในการออกคำสั่งทางปกครอง เพราะจะช่วยให้ผู้ที่มีอำนาจในการออกคำสั่งมีขั้นตอนในการปฏิบัติที่ถูกต้อง
ขอบเขตในการใช้บังคับกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
1. ใช้กับการออกคำสั่งทางปกครองทุกประเภทที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ
2. ไม่นำมาใช้กับกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ.2539 ได้แก่
2.1 รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ซึ่งขั้นตอนของสภาได้มีกฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว
2.2 องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นต้น
2.3 การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง
2.4 การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการ
พิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์
2.5 การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา
2.6 การดำเนินงานเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ
2.7 การดำเนินงานเกี่ยวกับราชการทหารหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทางยุทธการร่วมกับทหาร
ในการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศ
2.8 การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเริ่มตั้งแต่การร้องทุกข์ กล่าวโทษ ไป
จนถึงการบังคับคดี
2.9 การดำเนินกิจการขององค์การทางศาสนา เช่น มติมหาเถระสมาคม เป็นต้น
3. ไม่นำมาใช้กับการออกกฎทั้งหมด ซึ่งคำว่า “กฎ” ให้แปลความตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราช
การทางปกครอง พ.ศ.2539 หมายถึง พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
กระบวนการในการออกคำสั่งทางปกครอง มี 5 ขั้นตอน
1. ขั้นตอนก่อนเริ่มการพิจารณาทางปกครอง
1.1 หลักว่าด้วยอำนาจของเจ้าหน้าที่ในการวินิจฉัยสั่งการ
1.1.1 ข้อพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจของเจ้าหน้าที่
- เจ้าหน้าที่จะต้องมีอำนาจทำการพิจารณาในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งตามมาตรา 12 แห่งพระราช บัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติไว้ว่า “คำสั่งทางปกครองจะต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น” เช่น ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขให้อำนาจกับเจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นผู้มีอำนาจในการออกคำสั่ง เป็นต้น
- เจ้าหน้าที่ผู้รับมอบอำนาจต้องเป็นไปตามที่กฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เท่านั้น เช่น กรุงเทพมหานคร มีกฎหมายให้อำนาจผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในการมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือในเรื่องต่าง ๆ แม้กระทั่งปัจจุบัน ผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครก็มอบอำนาจในเรื่องกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขให้กับผู้อำนวยการเขตทุกสำนักงานเขตเป็นผู้ใช้อำนาจในการออกคำสั่งตามกฎหมายนี้
- การมอบอำนาจต้องทำตามแบบที่กฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เท่านั้นเช่น กฎหมายเทศบาล
บัญญัติไว้ว่าให้นายกเทศมนตรีเป็นผู้มอบอำนาจให้กับเทศมนตรีโดยทำเป็นหนังสือ เป็นต้น
1.1.2 การสอดเข้าใช้อำนาจแทนของผู้บังคับบัญชาซึ่งตามหลักของกฎหมายปกครองของไทย
ยังสามารถทำได้อยู่แม้จะมอบอำนาจไปแล้วก็ตาม แต่ถ้าเป็นต่างประเทศหรืออีกหลายประเทศทางตะวันตกจะถือกันว่าหากผู้มีอำนาจได้มอบอำนาจให้กับผู้ใดไปแล้ว จะไม่สามารถเข้าไปใช้อำนาจนั้น ๆ ได้อีกเว้นแต่จะได้ยกเลิกการมอบอำนาจนั้นเสียแล้ว
1.2 ข้อพิจารณาเกี่ยวกับ “หลักความเป็นกลาง” ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกฎหมายได้กำหนดถึงหลักความไม่
เป็นกลางไว้ 2 ประการ
- หลักความไม่เป็นกลางโดยผลของกฎหมายหรือความไม่เป็นกลางทางอัตตะวิสัย
กล่าวคือมองที่ตัวผู้ใช้อำนาจทางปกครองนั้นเองว่ามีความเป็นกลางหรือไม่ ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 13 ได้บัญญัติไว้ว่า “เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทาง ปกครองไม่ได้”
(1) เป็นคู่กรณีเอง เช่น เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตาม
กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขและเป็นผู้ออกใบอนุญาตนั้น กระทำไม่ได้ ถ้าฝ่าฝืนก็ถือว่าใบอนุญาตนั้นออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(2) เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี
(3) เป็นญาติของคู่กรณี คือ เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใด ๆ หรือเป็นพี่น้องหรือ
ลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น หรือเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น
(4) เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้พิทักษ์หรือผู้แทนหรือตัวแทนของคู่กรณี
(5) เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่กรณี
(6) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
- หลักความไม่เป็นกลางต่อพฤติการณ์ หรือความไม่เป็นกลางทางภาวะวิสัย กล่าวคือมอง
การกระทำหรือพฤติกรรมของตัวผู้ใช้อำนาจทางปกครองกับผู้ที่จะรับคำสั่งทางปกครองว่า หากให้เจ้าหน้าที่ ผู้นั้นเป็นผู้พิจารณาทางปกครองจะมีความเป็นกลางหรือไม่ ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 16 ได้บัญญัติไว้ว่า “ในกรณีมีเหตุอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่หรือกรรมการผู้นั้นจะทำการพิจารณาทางปกครองในเรื่องนั้นไม่ได้” จะเห็นว่าการที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนี้เป็นการเปิดกว้างไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดก็ตามที่อาจทำให้การพิจารณาทางปกครองดูไม่เป็นกลางก็ไม่ควรที่จะให้โอกาสเจ้าหน้าที่ผู้นั้นทำการพิจารณา เช่น เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหารให้กับนาย ก. แต่นาย ก. คัดค้านว่าเขาอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ได้เพราะเจ้าพนักงานท้องถิ่นเคยมีเรื่องฟ้องร้องในความผิดฐานเจตนาทำร้ายร่างกาย ผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งกรณี เช่นนี้จะเห็นว่าหากปล่อยให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้นั้นพิจารณาการอนุญาตต่อไป นาย ก. ก็อาจจะไม่ได้รับใบอนุญาตก็เป็นได้
2. ขั้นตอนการพิจารณาทางปกครอง
2.1 ใช้หลักไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง โดยไม่จำเป็นต้องผูกพันกับพยานหลักฐานหรือเอกสาร
ที่คู่กรณีกล่าวอ้าง ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 29 ได้บัญญัติไว้ว่า “เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่ตนเห็นว่าจำเป็นแก่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง ในการนี้ ให้รวมถึงการดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) แสวงหาพยานหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง
(2) รับฟังพยานหลักฐาน คำชี้แจง หรือความเห็นของคู่กรณีหรือของพยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยว
ชาญที่คู่กรณีกล่าวอ้าง เว้นแต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือย หรือเพื่อประวิงเวลา
(3) ขอข้อเท็จจริงหรือความเห็นจากคู่กรณี พยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ
(4) ขอให้ผู้ครอบครองเอกสารส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง
(5) ออกไปตรวจสถานที่
2.2 มุ่งหมายคุ้มครองสิทธิของบุคคล เพื่อให้คู่กรณีได้รับทราบข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อตัวเองในการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางปกครอง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งสิทธิและหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาทาง ปกครองให้คู่กรณีทราบตามความจำเป็นแก่กรณี (มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ.2539) ได้แก่ การแจ้งให้คู่กรณีรับทราบว่าคู่กรณีมีสิทธิที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน (มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ.2539) หรือแจ้งสิทธิให้คู่กรณีทราบว่าเมื่อต้องมาปรากฎตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่คู่กรณีมีสิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาของตนเข้ามาในการพิจารณาทางปกครองได้ (มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539) เป็นต้น
2.3 คู่กรณีมีสิทธิตรวจดูเอกสาร ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ.2539
3. ขั้นตอนการออกคำสั่งทางปกครอง
รูปแบบของคำสั่งทางปกครอง ซึ่งมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.
2539 บัญญัติไว้ว่า “คำสั่งทางปกครองอาจทำเป็นหนังสือหรือวาจาหรือโดยการสื่อความหมายในรูปแบบอื่นก็ได้ แต่ต้องมีข้อความหรือความหมายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้” ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขก็มีรูปแบบในการออกคำสั่งทั้งสองชนิด เช่น ในแบบของการออกคำสั่งด้วยวาจาตามมาตรา 46 วรรคสอง “ในกรณีที่เจ้าพนักงานสาธารณสุขเห็นว่าตามวรรคหนึ่งจะมีผลกระทบต่อสภาวะความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับการดำรงชีพของประชาชน หรือจะเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชนเป็นส่วนรวม ซึ่งสมควรจะดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน ให้เจ้าพนักงานสาธารณสุขมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้กระทำการไม่ถูกต้องหรือฝ่าฝืนดังกล่าวแก้ไขหรือระงับเหตุนั้น หรือดำเนินการใด ๆ เพื่อแก้ไขหรือระงับเหตุนั้นได้ตามสมควร แล้วให้แจ้ง เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบ...” ซึ่งจะเห็นว่าเป็นกรณีเร่งด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าจะมีอันตรายอย่างร้ายแรง จึงควรมีการแก้ไข ปรับปรุงในขณะนั้น แต่หลังจากที่เจ้าพนักงานสาธารณสุขออกคำสั่งไปแล้ว ก็ต้องแจ้งให้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบ ซึ่งก็ต้องทำเป็นหนังสืออยู่ดี ส่วนในเรื่องของคำสั่งทางปกครองในกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขที่ต้องทำเป็นหนังสือนั้น กำหนดไว้แทบทุกหมวด ไม่ว่าจะเรื่องสั่งให้ระงับเหตุรำคาญ สั่งให้ แก้ไขสุขลักษณะของอาคาร หรือในเรื่องการออกใบอนุญาตต่าง ๆ
ในส่วนรายละเอียดของคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือจะต้องมีอะไรบ้างนั้น ก็ต้องไปดูพระราช
บัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 36 และมาตรา 37 ไม่ว่าจะเป็นการระบุ วัน เดือนและปีที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งรวมถึงลายมือชื่อของเจ้าหน้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งด้วย อีกทั้งสิ่งที่สำคัญก็คือในคำสั่งจะต้องจัดให้มีเหตุผลเอาไว้ด้วย ซึ่งในเหตุผลนั้นก็ต้องประกอบไปด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เช่น เรื่องเหตุรำคาญก็อาจจะระบุว่ามีประชาชนร้องเรียนกันขึ้นมาหรือไม่ หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นพบเห็นการกระทำนั้นขึ้นเอง ก็อาจจะเขียนไปว่าวัน เวลา สถานที่ที่พบแล้วพบอะไรบ้างที่เป็นบ่อเกิดของเหตุรำคาญ เช่นนี้เป็นต้น ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นก็อาจจะเขียนในคำสั่งว่าเมื่อเข้าไปตรวจแล้วเจออะไรบ้าง ซึ่งตรงนี้คล้าย ๆ กับการเขียนข้อเท็จจริงในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญานั่นเอง และในตัวคำสั่งเองก็จะต้องมีข้อกฎหมายที่อ้างอิง เช่น ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการสั่งแก้ไขปรับปรุงหรือระงับเหตุรำคาญที่เกิดขึ้นในสถานที่เอกชนก็ให้ระบุไว้ด้วย อีกส่วนหนึ่งก็คือข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ซึ่งในส่วนนี้ถ้าเป็นลักษณะของกฎหมายอาญาก็อาจจะเป็นข้อสรุปว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดนั่นเอง หากเป็นกฎหมายว่าด้วยสาธารณสุขก็อาจจะเป็นเรื่องวิชาการที่จะสรุปว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุรำคาญหรือไม่ นั่นเอง เช่น พบข้อเท็จจริงว่ามีการเปิดเพลงเสียงดัง รบกวนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง เราก็อาจจะสรุปตอนท้ายไปว่า การกระทำหรือการเปิดเสียงเพลงดังกล่าว มีผลกระทบต่อประชาชนจริงตามที่ร้องเรียนเพราะได้ตรวจพิสูจน์ตามหลักวิชาการแล้วพบว่า เปิดเสียงเพลงดังกว่า 65 เดซิเบล ซึ่งถือว่าเป็นเหตุรำคาญ เป็นต้น
กรณีที่เป็นเรื่องสามารถอุทธรณ์ได้ เจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้ทำคำสั่งจะต้องแจ้งให้ผู้รับคำสั่งทราบด้วย ซึ่งก็
ต้องไปดูตามกฎหมายเฉพาะนั้น ๆ ในกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขก็ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 66 ที่ผู้รับคำสั่งมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง ตรงนี้ในตัวคำสั่งก็จะต้องระบุไว้ด้วย เพราะถ้าไม่ระบุไว้ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองก็ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 40 ซึ่งถ้าในตัวคำสั่งไม่ได้แจ้งให้ผู้รับคำสั่งทราบ ก็ให้ขยายเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งทางปกครอง
4. ขั้นตอนการทบทวนคำสั่งทางปกครอง
แบบอุทธรณ์ มี 2 แบบ
1. อุทธรณ์ตามกฎหมายเฉพาะ (มาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535)
2. อุทธรณ์ตามกฎหมายกลาง (มาตรา 44 – 48 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ.2539) ซึ่งตรงนี้ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขไม่นำมาใช้เพราะมีขั้นตอนไว้โดยเฉพาะ
      สิ่งที่อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
1. ต้องเป็นคำสั่งทางปกครองเท่านั้น
2. คำสั่งทางปกครองต้องไม่ออกโดยรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการต่างๆ (มาตรา 44 แห่งพระราช
บัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539)
3.ผู้อุทธรณ์ต้องเป็นคู่กรณีเท่านั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ได้
ให้คำจำกัดความของคำว่า “คู่กรณี” ไว้ว่า “ผู้ยื่นคำขอหรือผู้คัดค้านคำขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครอง และผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเนื่องจากสิทธิของผู้นั้นจะถูกกระทบกระเทือนจากผลของคำสั่งทางปกครอง” ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข มีใครกันบ้าง เช่น เรื่องการขอใบอนุญาตในการประกอบกิจการต่าง ๆ นั้น ก็จะมีผู้ยื่นขออนุญาตคือผู้ยื่นคำขอนั่นเอง หรือผู้คัดค้านคำขอก็คือผู้ที่ไม่ประสงค์จะให้มีการประกอบกิจการไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม อาทิ จะเปิดร้านคาราโอเกะ ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขได้กำหนดไว้ว่าจะต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเสียก่อนจึงจะดำเนินกิจการได้ ก็ปรากฏว่ามีผู้มาคัดค้านไม่ให้เปิดร้านคาราโอเกะเพราะจะเป็นการรบกวนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง เนื่องจากตรงสถานที่นั้น เป็นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น เป็นต้น
4. การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 44 วรรคสอง แห่งพระราช
บัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ได้บัญญัติไว้ว่า “การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ...” ซึ่งก็สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 66 วรรคสอง
5. การบังคับตามคำสั่งทางปกครอง มีหลัก 4 ประการ
1. มาตรการบังคับทางปกครองต้องใช้เท่าที่จำเป็น (มาตรา 56 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติวิธี
ปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539)
2. การใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ต้องมีการเตือนก่อนเสมอ (มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติวิธี
ปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539)
3. มาตรการบังคับทางปกครองต้องมีความแน่นอนชัดเจน (มาตรา 59 วรรค 2 , มาตรา 60 วรรคหนึ่ง
แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539)
4. มาตรการบังคับทางปกครองอาจถูกโต้แย้งได้ (มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง พ.ศ.2539)

                    จึงสรุปว่าการจะใช้กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขในการออกคำสั่งไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม จะต้องนำกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับด้วย โดยดูที่กระบวนการในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติฯ ทั้งฉบับ เมื่อใช้บ่อย ๆ ก็จะเกิดความชำนาญ และกฎหมายจะมีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ